คราวที่แล้วถึงตอนป.หกแล้วใช่ป่ะ ทีนี้พอจบชั้นประถม เราก็มีเรื่องที่ทำให้ดีใจขึ้นมาบ้าง
คือไม่ต้องเรียนโขนอีกแล้ว...
พวกผู้ชายที่ไปเรียนโขนกันคงจำได้ ว่าอ.จะแบ่งคนที่เล่นเป็นลิง กับเป็นยักษ์ให้ตอนม.สาม แล้วก็จะมีสถานภาพนั้นไปตลอดเลย(เช่นถ้าเป็นลิงก็เป็นลิงอย่างเดียวจนป.หกนั่นแหละ) ทีนี้เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนป.สามตัวเรายังเล็กอยู่ ตัวก็เตี้ย ผอมๆหน่อย อ.เลยให้เป็นลิง เพราะเป็นลิงเค้าจะเอาคนตัวเล็กๆ เพราะจะต้องลิงโลด ขึ้นไปยืนบนยักษ์ได้ อะไรทำนองนี้
ส่วนยักษ์ เค้าก็ให้คนตัวใหญ่ๆ เป็นกัน คือตอนนั้นเค้าแบ่งแบบเอามาเรียงแถว จากตัวเล็กไปใหญ่ แล้วก็ตัดแถวฉัวะ! เป็นครึ่งๆลิงยักษ์ (แต่หลังจากป.สาม จำนวนลิง - ยักษ์ก็ไม่เท่ากันอีก)
สรุปก็คือเป็นลิงใช่ป่ะ ตอนป.สามก็ไม่มีอะไรหรอก ปัญหาก็มีอยู่ว่าพอขึ้นป.สี่ปั๊บ ตัวก็เกิดขยายใหญ่ขึ้นมากระทันหัน จะบอกให้ก็ได้ว่าตัวเราโตกว่ายักษ์บางคนซะอีก ก็ลำบากละทีนี้ ท่าล้อเกวียนก็ทำไม่ค่อยจะได้ ยังจะมาตัวใหญ่อีก ก็เลยมีปัญหา เพราะไต่ขึ้นตัวยักษืไม่ได้
เรียนแบบเซ็งๆ ก็จบป.หกแล้ว ดีจั๊ย ดีใจ เพราะจะได้เลิกเรียนโขนซะที(ไม่ชอบอยู่แล้ว)
สรุปก็ขึ้นม.หนึ่งแล้วอ่ะนะ อย่างน้อยราก็เริ่มเห็นความแตกต่างของตัวเองสมัยอยู่ประถมกับมัธยม แล้วก็เริ่มคิดว่า เฮ้ย! พวกป.หนึ่งป.สอง ตัวเตี้ยชะมัดเลย..
อ้อ! อีกอย่างคือตอนประถม เราเริ่มเซ็นเฟรนด์ชิบกันบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นสมุดเฟรนด์ชิบสำเร็จรูป คือตอนนั้นยังไม่คิดเอาสมุดว่างๆ แบบที่เรียนเขียนแบบเค้าใช้กัน สมุดที่เราใช้ตอนนั้นก็จะเป็นสีฟ้าบ้าง เหลืองบ้าง แล้วแต่จะชอบ แล้วก็มีสติ๊กเกอร์ให้ในตัวด้วย ตอนเราเซ็นให้เพื่อนก็จะแอบไปอ่านของคนอื่นๆดู แล้วก็ขำคริกๆ บางทีมีเล่นไปเขียนเติมให้ด้วย(ไม่ควรทำอย่างยิ่ง) แต่ก็แปลกว่าไม่เห็นมีใครออกไปตอนป.หกสักหน่อย(หรือว่ามี) ที่นึกออกก็... รู้สึกจะเป็นบู่ที่กลับมาจากสิงคโปร์รึเปล่านะ แต่เราก็ไม่ได้สนิทอะไรกับมันซะหน่อย
กลับมาที่ม.หนึ่งกันต่อ แน่นอนว่าพอครบสามปี ก็จะมีนักเรียนใหม่มาให้เดาหน้าเล่น หนึ่งในหลายๆคนก็เช่น ปราง บูม ส่วนใหญ่ก็พวกๆนั้นอ่ะนะ เอาที่สนิทที่สุดละกัน คนนั้นก็คือ... ปราง
ปรางชื่อเต็มๆคือ ปรางทิพย์ พี่ชื่อวิมลพร พ่อชื่อสุวิทย์ แม่ชื่อยุพิน แนบัตรประจำตัวนักเรียน ไหงเขียนว่ายุยินไปซะได้ เรื่องนี้เป็นตราบาปติดตัวปรางไปตลอด นึกได้เมื่อไรเอาไปล้อเมื่อนั้น แต่นอกจากตัวปรางแล้ว เธอยังพ่วงสิ่งของชิ้นหนึ่งมาจากโรงเรียนเดิมด้วย...
นั่นก็คือ "เจ้าหนู"
ไม่ใช่หนูอะไรหรอก เจ้าหนูก็คือ ปริวรรต ที่เรียนอยู่ไอพีนั่นแหละ ถึงแม้ไม่ได้ยุ่งขิงกันเล้ย แต่ก็มักจะจับคู่ล้อกันอยู่เสมอๆ แค่ม.หนึ่ง เจ๊ก็ออกลายไปมากแล้ว
เช่น ตอนนั้นตอนเช้า ทุกคนรีบมาแต่เช้าเลย...เพื่อมาลอกเลข(นี่คือเหตุผลที่มากันเช้า) ปรางก็เหมือนหลายๆคนที่มาลอกเลข แต่ตอนนั้นฝีมือการลอกยังอ่อนหัดมาก เข้าใจว่าโรงเรียนเก่าไม่ได้สอนมา การลอกการบ้านจึงเป็นไปอย่างโจ่งแจ้งอล่างฉ่าง ไม่รอดสายตาของ....
อ.นารี
อ.นารีเห็นปรางลอกการบ้านก็ไม่รอช้า เดินเข้าไปหา พร้อมกับเทศนาใส่
"นี่คุณ"
"ใครใช้ให้คุณลอกการบ้าน"
"เมื่อคุณลอกเสร็จแล้วเอาไปส่งอาจารย์ บอกอาจารย์ผู้สอนของคุณด้วยนะคะว่าคุณ.."
"ไปลอกการบ้านเค้ามา"
ตอนดุนี่ เงียบกันหมดทั้งห้องเลย แต่พออกไปแล้วขำกันมาก ตั้งแต่นั้นมาเราก็เรียกกันว่า เด็กหญิงปรางทิพย์ ลอก(สมัยยังเป็นเด็กหญิง)
อีกเรื่องก็เป็นตอนเรียนวิชาเกษตร กับอ.เสาวภา ตอนนั้นให้ทุกคนเอากิ่งไม้มาคนละหนึ่งกิ่ง จะเอาไปตอนกิ่งกัน ทุกคนก็เอามาหมด ยกเว้นปรางอีกนั่นแหละ แล้วก็อีกสองสามคนก็ไม่ได้เอามา ซึ่งก็กรุ๊ปเดียวกันทั้งนั้น(ที่จริงเราก็อยู่กลุ่มนั้นด้วย แต่เผอิญเอามา)
นึกหน้าโหดๆของเสาวภาก็กลัว เลยตัดสินใจไปตัดกิ่งหนำเลี๊ยบ ที่อยู่ตรงทางเดินมนสวนมิตรฯมา แต่ก็อีกนั่นแหละ ตัดมาเป็นกิ่งใหญ่บึ้ม เอาไปปักลงดินแล้วก็เหมือนเป็นอีกต้นนึงเลย เสาวภาเลยสงสัย สืบไปสืบมาความแตก เจ๊เลยโมโหมาก
เรื่องราวต่อไปเป็นไงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าโดนสวดไปหลายยก เรื่องดำเนินไปแบบไม่มีใครรู้ จนถึงขั้นสุดท้ายที่อ.ทิพยวรรณ
บทลงโทษก็เบาะๆ คือไปหาต้นหนำเลี๊ยบมาปลูกคืน
หลังจากนั้นเจ๊ก็เข็ด คงไม่กล้าทำอะไรอีก...
ส่วนอีกคนที่น่าสนใจคือไอ้นั่น ใช่สรรพนามแทนดีกว่า เพราะเราจะด่ามัน!!! ขืนใช้ชื่อจริงก็เป็นอันโดนฟ้องหมดตัวพอดี เอาเป็นว่ามันมีนามสกุลที่ใหญ่โตทีเดียว บรรพบุรุษเป็นใครก็ไม่รู้ แต่มีแววว่าคงมีความสำคัญต่อประเทศชาติมาก่อน
อันที่จริงมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหนา แต่ว่าพฤติกรรมมันนี้ แปรปรวนซะเหลือเกิน ตอนนั้นก็เป็นเพื่อนกันดีอยู่ อยู่ดีๆ เป็นไงก็ไม่รู้ ทะเลาะกันซะได้ แล้วก็กลับมาคืนดีกันในเวลาอันรวดเร็ว(ยังงๆอยู่ว่าคืนดีกันได้ยังไง) ตอนนั้นก็ไปเดินเล่นกัน แล้วเราก็กลับบ้านก่อน มันก็ไปเล่นกับปราง(ถ้าจำไม่ผิดนะ)
ตอนกลางคืนก็โทรศัพท์ไปหาปราง(ตอนนั้นคลั่งการโทรมาก)
ทะเลาะกับมันอีกแล้ว....
ตอนนั้นปวดหัวเป็นบ้าเลย เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดีกัน งงไปหมด จนกระทั่ง... ตอนนั้นโกรธกันแล้วมันไปก่อเรื่องจนได้...
คือตอนนั้นมีการปลูกหงอนไก่ในวิชางานเกษตรส่ง ปรากฎว่าหงอนไก้ของศัตรูมัน ตายหมด โดยไม่ทราบสาเหตุ สภาพเหมือนถูกเหยียบ ที่สำคัญคือ มีคนเห็นด้วยว่ามันเหยียบ..
มีหรือจะปล่อยให้เรื่องเงียบไป พอเข้าหูอ.ปั๊บ กลายเป็นศึก ฉะแหลกทันที
แต่แล้วก็กลับมาดีกันอีก โอ๊ย~ จะบ้าตาย ตกลงมันจะเอาไงวะเนี่ย
สุดท้ายก็จบๆกันไปแบบเฉยๆ ไม่เคยคุยกับมันอีกเลยง่า...
ทีนี้มาเรื่องอาจราย์มั่งดีกว่า ห้องเรามีอ.ทิพวรรณกับอ.เอมอร(เอมอึ๋ม) เป็นอ.มาใหม่ ส่วนอ.สอนเลขเป็นอ.ปิยวิทย์(พ่อชินจัง) คนนี้ประจำชั้นม.สาม(ตอนนี้เอมอรกับอ.ปิยวิทย์ ออกไปนานแล้ว)
อ.เอมอรมีประหลาดหน่อยคือ อ.โนตมมากๆ และก็ใส่รองเท้าที่เอียงมากๆ เช่นกัน น่าแปลกที่ว่าอ.ดูตัวตรงได้ตลอด ทั้งๆที่รองเท้าเอียง มันเอียงมากกว่าหอเอนปิซ่าซะอีก เราเลยเรียกอ.ว่า รองเท้าเสียศูนย์ และเวลาอ.ดุ เราต้องก้มหน้าไว้ เพราะนึกถึงคำว่า "รองเท้าเสียศูนย์" ถ้าหันไปเห็นรองเท้าเอียงๆเข้าละก็ เป็นอันจบกัน ปรางเคยเขียนสักวาถึงอ.ไว้ยาวเหยียด แต่เราจำได้แค่บทแรก
สักวาเอมอึ๋มสะบึมนัก รองเท้าหักเสียศูนย์สะเทือนไหว
พวกเราเรียกหอเอนแห่งเมืองไทย หาวบรรลัยหวอดหวอดแมมมอธกลัว
(เค้าเรียกว่า กลอนพาไป เพราะหาวหวอดๆ กับแมมมอธ มันไม่เกี่ยวข้องกัน)
ใช่แล้ว... อีกอย่างคือหาวหวอๆ คนเห็นจะรู้ว่า ปากอ.กว้างมาก สามารถกลืนนักเรียนได้สบาย
มถึงอ.อีกคนดีกว่า คืออ.ทิพวรรณ อ.ท่านนี้ก็ชอบเล่าเรื่องพอดูเลยหละ ทำให้เรารู้ว่าอ.ที่จริงอยากเป็นนักข่าว แต่มาเป็นอ.แทนเพราะเห็นคนอื่นๆ เลยกลัว(รู้ว่าหน้าตาสู้ไม่ได้) เลยมาเป็นผู้ประกาศตามหน้าเสาธงแทน แล้วก็ยังทำงานสารสาธิตอีกด้วย สมกับที่ชอบเรื่องสื่อซะจริง...
แต่ว่าอ.ไม่ค่อยมีอะไรฮาๆให้เล่านะ ยกเว้นเรื่องหนัง ที่จะวิจารณ์แต่ละเรื่องได้มันส์...หยด แต่ว่าเราจำไม่ค่อยได้แล้ว
คนต่อไปคืออ.ปิยวิทย์ ที่มีฉายานี้เพราะหน้าเหมือนพ่อชินจัง แล้วก็ดุโคตรๆ แต่เราจำอะไรเกี่ยวกับอ.ไม่คอ่ยได้เหมือนกัน(แหะๆ)

อาจารย์เอมอรเคยเรียนด้วยตอนม.1 จำได้ว่า มีคาบนึงอาจารย์สอนๆอยู่แล้วเป็นลมพับไปเลย
#1 By ++Rene_Reclu$e++ on 2005-09-04 20:25